Tuesday, 1 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

DPU เปิดเวที “KITCHEN STAGE HACKATHON” ประชัน 50 เมนูสุขภาพ ดัน Functional Food สู่เศรษฐกิจใหม่ 50 ทีมประชันเมนูสุขภาพในเวทีปรุงสุข คัด “5 จานเด่น” ต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

DPU เปิดเวที “KITCHEN STAGE HACKATHON” ประชัน 50 เมนูสุขภาพในโครงการ “ปรุงสุข” ยกระดับอุตสาหกรรม Functional Food สู่พื้นที่เศรษฐกิจใหม่

เมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการแข่งขันทำอาหารรอบ KITCHEN STAGE HACKATHON ในโครงการปรุงสุข โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 50 ทีมจาก 200 ทีม ร่วมรังสรรค์เมนูสุขภาพ ภายใต้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเฟ้นหายอดทีม “Top 30” และ “5 จานเด่น” สำหรับขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านเมนูสุขภาพสู่สังคมและธุรกิจในวงกว้าง โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้ง 10 ท่านร่วมตัดสิน

ผลปรากฏว่า ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกจนคว้ารางวัล "5 จานเด่น" ได้แก่ ทีม Carrot Labs, เสิร์ฟสุข, กล้วยเชื่อมใจ, มิสแกรนด์ปรุงสุข และ สุขใจได้ปรุง นอกจากนี้ ทั้ง 5 ทีมยังรวมกับทีมที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอีก 25 ทีม เป็นกลุ่ม Top 30 ซึ่งได้รับเงินรางวัลสนับสนุนทีมละ 10,000 บาท พร้อมสิทธิ์การตีพิมพ์สูตรอาหารลงในหนังสือ Cookbook ของโครงการ ได้แก่ ทีม 4 หนุ่มแอนโท, ฝรั่งขี้นก, แตงกวาสายรุ้ง, แพงดิ๊ก, อะโวคาโด้บู้สบู้ส, มะเขือเทศราชินี, Morning P, Bijin Tomato, พริกแดงแกงร้อน, Flying Angel, ตู้กับข้าว, มะเขือเทศแด๊งแดง, Wellness Cuisine, มะม่วงเบา แต่ไม่เบา, ซูกินี, มันดีต่อใจ, คะน้าฮ่องกง, ปรุงรัก ปรุงสุข, Magic miracle, แตงกวาดอง, Beta Bright Pumpkin, กล้วยหักมุข, มะเขือเทศสีดา, ทองก้อน และ Eataholic

สำหรับบรรยากาศการแข่งขันในรอบนี้ยังเต็มไปด้วยมิตรภาพ ความคึกคักและเข้มข้นอย่างยิ่ง โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเยี่ยมชมและให้กำลังใจกับผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันทุกทีมต้องนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและเทคนิคต่าง ๆ ตลอดการอบรม 6 เดือนมาประยุกต์ใช้ในการสร้างเมนูอาหาร Functional Food ที่อุดมด้วยสารอาหารตามธรรมชาติ หรือสารอาหารเฉพาะที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาวะได้มากกว่าโภชนาการพื้นฐานทั่วไป ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาโครงสร้างเมนูอาหาร 6 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 2.องค์ประกอบสารอาหารและโภชนาการ 3.คุณค่าหลักของเมนู 4.การตอบโจทย์พฤติกรรมการกินอาหารสุขภาพ 5.ต้นทุนและโอกาสเชิงพาณิชย์ในการทำธุรกิจอาหารสุขภาพ และ 6.ความโดดเด่นของเมนูอาหารที่แตกต่างจากคู่แข่ง

พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจากเชฟผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ และผู้เชี่ยวชาญในวงการมาร่วมงาน ได้แก่ เชฟคิตตี้-เสาวกิจ ปรีเปรม, เชฟเปี๊ยก-วัชรพงษ์ เมฆผึ้ง, เชฟเจเรมี่ ซีเมี่ยน, เชฟแตง-จิตรลดา สิระชาดาพงศ์, เชฟเต้-จักรพรรดิ์ พจน์ชัยกุล, เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์, เชฟเชอร์รี-อนัญญวีร์ งามจิตสิทธิชัย, เชฟพิช-พิชญุตม์ เหมชาติวิรุฬห์ พร้อมด้วย คุณฝน-กฤดิ์ชนา หุตะแพทย์ และ อาจารย์ฟิล์ม-ดร.กฤชมงคล กมลสุวรรณ มาร่วมให้คะแนนและคัดเลือกผลงานอย่างละเอียดตามมาตรฐานสากล โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนจากรสชาติความกลมกล่อม ความคิดสร้างสรรค์ การจัดจานและการนำเสนอ ข้อมูลทางโภชนาการ และศักยภาพเชิงธุรกิจ

นอกจากนี้ ในงานช่วงเช้าของโครงการยังมีการจัดบรรยายพิเศษโดย เชฟเคนท์-วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ ในหัวข้อ “อาหารเป็นยา” พร้อมทั้งเล่าถึงเกร็ดประสบการณ์ส่วนตัวในอดีตที่เคยคิดจะหันหลังให้กับอาชีพเชฟ ก่อนที่จะตัดสินใจกลับคืนสู่เส้นทางนี้เพราะตระหนักถึงคุณค่าของวัตถุดิบและอาหารที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องร่างกายช่วยดูแลและส่งเสริมสุขภาพ พร้อมสาธิตการทำเมนูสุขภาพอย่าง “บวดเผือกมะพร้าวอ่อน” ให้แก่ผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิด

ทางด้าน ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ขับเคลื่อนโครงการ Thailand Skill Bridge ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความคาดหวังในการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่าอาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ และโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถนำเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์อาหารมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต

“อาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การประกวดทำอาหารสุขภาพ แต่คือการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการยุคใหม่ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารและเทคโนโลยีมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างพื้นที่การแข่งขันใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทยในอนาคต”

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้กล่าวสรุปภาพรวมความสำเร็จของโครงการ พร้อมทั้งได้ประกาศข่าวดีเรื่องการนำผลงานจากเมนูสุขภาพทั้ง 50 เมนูของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบ 50 ทีมสุดท้ายไปจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม Cook Book นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอดนำผลงานของผู้เข้าแข่งขันไปสู่กิจกรรม Chef’s Table ในอนาคต เพื่อเปิดเวทีระดับมืออาชีพและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

“ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาของการอบรม เราได้เห็นความมุ่งมั่นและการเติบโตของผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่าน ซึ่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่หยุดพัฒนาอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้ออกสู่สังคม โดยหลังจากนี้ ทั้ง 50 เมนูสุขภาพที่รังสรรค์ขึ้นในรอบนี้ จะถูกรวบรวมและจัดพิมพ์เป็นหนังสือ Cook Book เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ นอกจากนี้ DPU ยังมีแผนจัดกิจกรรม Chef’s Table ในอนาคตอันใกล้ เพื่อนำเมนูเด่นเหล่านี้มาเสิร์ฟจริงในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งถือเป็นการสร้างเวทีระดับมืออาชีพและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในโครงการ”

‘อารักชี’ เหน็บ ‘เนทันยาฮู’ “งูพิษ”!! รมว.ต่างประเทศอิหร่านเปิดศึกวาทกรรม โจมตี 'เนทันยาฮู' ปมชักจูงสหรัฐฯ สู้สงครามแทน เผยใช้เวลาเกือบพันชั่วโมงผลักดัน เรียกตนเองเป็นผู้นำจริงจังในเวทีโลก

อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน แชร์คลิปคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของเนทันยาฮู พร้อมวิจารณ์อย่างรุนแรงว่า เนทันยาฮูเป็นเหมือน "งูพิษ" ที่หลอกล่อรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เข้าสู่สงครามกับอิหร่านแทนอิสราเอล

โพสต์ที่อารักชีแชร์มา แสดงถึงท่าทางของเนทันยาฮูที่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ขณะพูดถึงวิธีที่เขา “ใช้อิทธิพลต่ออเมริกา” ผ่านการปรากฏตัวผ่านรายการโทรทัศน์ของสหรัฐฯ รวมเกือบ 1,000 ชั่วโมง เพื่อผลักดันให้สหรัฐฯ มองปัญหาอิหร่านไปในทิศทางเดียวกับอิสราเอล

แต่เมื่อเนทันยาฮูกลับมาพูดเป็นภาษาอังกฤษ เขากลับเปลี่ยนท่าทีด้วยการกล่าวชื่นชมภาวะผู้นำของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนอารักชีจะปิดท้ายโพสต์ด้วยคำสั้นๆ ว่า “Serpent” หรือ “งูพิษ”

สำหรับคำพูดของเนทันยาฮูที่อารักชีนำมาแชร์นั้น เขากล่าวว่า “ผมจัดการกับอิหร่านมาเกือบ 40 ปี ผมใช้เวลานานกว่าจะทำให้ฝ่ายความมั่นคงของเราเข้ามาจัดการกับอิหร่านด้วยตัวเอง และยังต้องใช้เวลานานเช่นกันกว่าจะทำให้สหรัฐฯ มาถึงความเข้าใจนี้ ผมสามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะผมใช้เวลาเกือบ 1,000 ชั่วโมงปรากฏตัวทางโทรทัศน์ของอเมริกา”

ที่มา ;https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1388268836794806/?rdid=ICw77oSOnd4c4RgQ#

จาก 7 เซียน สู่ทีมชุดประวัติศาสตร์ เส้นทางสู่โอลิมปิกของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ถมทับด้วยความผิดหวังและคราบน้ำตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คืนวันที่ 30 สิงหาคม 2026 ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน คือคืนที่ประวัติศาสตร์บทใหม่ของวงการกีฬาไทยถูกเขียนขึ้น เมื่อทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยเอาชนะเจ้าภาพจีนไปอย่างสุดมัน 3-2 เซต ในรอบชิงชนะเลิศศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 คว้าทั้งแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 และตั๋วเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และถือเป็นกีฬาประเภททีมชนิดแรกของไทยที่ได้ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายของโอลิมปิกเกมส์ได้อย่างยิ่งใหญ่

ภาพที่กระตุกต่อมน้ำตาแฟนกีฬาไทยทั้งประเทศไม่ใช่แค่ลูกตบปิดเกมในเซตตัดสิน แต่คือภาพของชายวัย 60 ปีที่วิ่งพุ่งเข้าไปกลางสนามพร้อมน้ำตาที่อาบใบหน้า พร้อมเสียงตะโกนที่ปลดปล่อยความอัดอั้นและความผิดหวังซ้ำๆออกมาอย่างสุดเสียง เขาคือ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ใช้เวลาเกือบ 30 ปีของชีวิตวนเวียนอยู่กับความฝันใหญ่เพียงสิ่งเดียวร่วมกับคนทั้งชาติ นั่นคือการพาวอลเลย์บอลหญิงไทยไปยืนบนเวทีโอลิมปิกให้ได้สักครั้ง
เพราะกว่าจะมาถึงคืนแห่งชัยชนะคืนนี้ เส้นทางของทีมชุดนี้ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเต็มไปด้วยความหวัง ความเจ็บปวด และคราบน้ำตาที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษ

ยุคทองของ ‘7 เซียน’ และความฝันที่เริ่มต้น

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยมอบหมายให้โค้ชอ๊อตออกเสาะหาดาวรุ่งจากทั่วประเทศ นำมาเก็บตัวฝึกซ้อมและใช้ชีวิตร่วมกัน จากเด็กสาวกลุ่มนั้น ชื่อของ วรรณา บัวแก้ว, วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์, นุสรา ต้อมคำ, ปลื้มจิตร์ ถินขาว และเพื่อนร่วมรุ่น ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ก่อนจะกลายเป็นแกนหลักของยุคทองที่แฟนกีฬาไทยรู้จักกันในนาม ‘7 เซียน’

จากทีมที่เคยแพ้มากกว่าชนะ พวกเธอค่อยๆ เติบโตจนกล้าต่อกรกับจีน, ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และทีมระดับโลกได้อย่างไม่เกรงกลัว และเมื่อทีมแข็งแกร่งขึ้น ความฝันก็ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย นั่นคือประตูบานที่ชื่อว่า ‘โอลิมปิก’ ทว่าประตูบานนั้นกลับปิดลงใส่หน้าพวกเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

2012 ลอนดอน: เข้าใกล้ที่สุด แต่ต้องฝากชะตากรรมไว้กับทีมอื่น

ปี 2012 ในศึกคัดเลือกโอลิมปิกที่โตเกียว ทีมชาติไทยปิดภารกิจของตัวเองด้วยชัยชนะเหนือคิวบา ก่อนต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับผลการแข่งขันคู่สุดท้ายระหว่างญี่ปุ่นกับเซอร์เบีย โดยเงื่อนไขที่จะทำให้ทีมไทยตกรอบมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือ ญี่ปุ่นจะต้องแพ้เซอร์เบียด้วยสกอร์ 3-2 เซ็ตเท่านั้น ซึ่งด้วยอันดับโลกของญี่ปุ่นที่สูงกว่าเซอร์เบียมากในเวลานั้น ทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่าสกอร์ที่คนไทยทุกคนหวาดกลัวนั้นจะเกิดขึ้นได้จริง แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่าลงตรงกลางหัวใจ ท้ายที่สุดเซอร์เบียเอาชนะญี่ปุ่นไป 3-2 เซตจริงๆ ทำให้ญี่ปุ่นยังคว้าโควตาโซนเอเชียไปครองได้ด้วยอัตราส่วนคะแนนที่ดีกว่าไทยเพียงเล็กน้อย ประตูสู่ลอนดอน 2012 ปิดลงตรงหน้า ทั้งที่นี่คือวันที่ลูกยางสาวไทยเข้าใกล้ความฝันมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

2016 ริโอ: นำอยู่ 12-6 แล้วพลิกจบด้วยน้ำตา พร้อมการตัดสินอันเป็นที่กังขา

สี่ปีต่อมา โค้ชอ๊อตพาทีมกลับไปตามหาตั๋วอีกครั้งในศึกคัดเลือกริโอ 2016 และคราวนี้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เกมกับเจ้าภาพญี่ปุ่นเดินทางถึงเซตที่ 5 ไทยขึ้นนำไปถึง 12-6 ก่อนจะเกิดปัญหากับระบบแท็บเล็ตสำหรับเปลี่ยนตัวและชาเลนจ์ ตามมาด้วยการที่โค้ชอ๊อตได้รับใบแดงถึงสองครั้ง รวมทั้งทีมไทยถูดตัดแต้มไป 2 แต้ม ทำให้เกมที่ไทยเคยกุมความได้เปรียบอย่างเบ็ดเสร็จ พลิกกลับมาจบลงด้วยชัยชนะของญี่ปุ่น 15-13 ไทยพลาดตั๋วริโอ 2016 อย่างเจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่ง

ไม่กี่เดือนต่อมา โค้ชอ๊อตตัดสินใจวางมือจากทีมชาติ หลังทำงานร่วมกับทีมมายาวนานถึง 18 ปี เพื่อไปรับงานสโมสรในประเทศจีนและใช้เวลากับครอบครัว เขาต้องเดินจากไปโดยไม่มีโอกาสพาทีมที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือไปถึงโอลิมปิก ส่วนความฝันนั้นถูกส่งต่อให้คนรุ่นหลังเดินหน้าต่อ

2020 โตเกียว และหลังจากนั้น: ประตูที่ยังคงเปิดไม่ออก

วอลเลย์บอลหญิงไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน นักกีฬายุค 7 เซียนทยอยอำลาทีมชาติ ขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมารับช่วงต่อ แต่ประตูแห่งความฝันบานเดิมก็ยังคงเปิดไม่ออก ไทยพลาดตั๋วโตเกียว 2020 หลังพ่ายเกาหลีใต้ในรอบชิงชนะเลิศคัดเลือกโซนเอเชียคาบ้าน 3-0 เซ็ต ก่อนที่เส้นทางสู่ปารีส 2024 จะจบลงด้วยความผิดหวังซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง เกือบ 30 ปีของความพยายาม ยังไม่มีครั้งไหนที่ประตูโอลิมปิกยอมเปิดออกให้วอลเลย์บอลหญิงไทยเดินผ่าน

2024 การกลับมาของชายคนเดิม

กระทั่งปี 2024 ชื่อของชายคนเดิมกลับมาอีกครั้ง สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยประกาศให้เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย หลังวางมือไปแล้ว 8 ปี การกลับมาหนนี้ โค้ชอ๊อตไม่ได้เจอทีมที่มี ‘7 เซียน’ อยู่เหมือนเดิม หากแต่ตรงหน้าเขาคือนักกีฬารุ่นใหม่ที่เติบโตและรับช่วงต่อจากยุคทองที่เขาเคยสร้างไว้ ขณะเดียวกัน ตัวโค้ชเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่อีกครั้ง

การกลับมาของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเช่นกัน เสียงวิจารณ์เกิดขึ้นทั้งเรื่องแนวทางการทำทีม วิธีการเล่น ไปจนถึงคำถามว่าโค้ชที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตจะยังพาทีมเดินหน้าในวอลเลย์บอลยุคใหม่ได้หรือไม่ โดยเฉพาะช่วงต้นศึกเนชั่นส์ลีก 2026 เมื่อผลงานของทีมไม่สู้ดีจนสถานการณ์เริ่มน่าเป็นห่วง ทั้งนักกีฬาและตัวโค้ชต้องเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เหล่านั้น โค้ชอ๊อตเลือกขอโอกาสและขอเวลาจากแฟนวอลเลย์บอลให้กับนักกีฬาชุดนี้ ด้วยประโยคที่ว่า ย้อนไปปี 1997 เด็กกลุ่มนั้นก็ไม่ได้กลายเป็นทีมระดับโลกในทันที พวกเขาต้องแพ้ ต้องซ้อม และต้องแก้ปัญหาอยู่หลายปี เกือบ 30 ปีหลังจากวันที่เขาเคยสร้างนักกีฬากลุ่มหนึ่งขึ้นมาจนกลายเป็นยุคทอง โค้ชคนเดิมกำลังขอสิ่งเดียวกันให้กับนักกีฬาอีกเจเนอเรชัน นั่นคือ ‘เวลา’ ที่จะให้พวกเธอได้เติบโต

2026 เทียนจิน: คืนที่ประตูแห่งความหวังบานนั้นเปิดออกในที่สุด

หลังจากนั้น ผลงานในสนามเริ่มตอบคำถามแทนโค้ชอ๊อต ลูกยางสาวไทยค่อยๆ เรียกความมั่นใจกลับมา ก่อนมุ่งหน้าสู่ศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ประเทศจีน ผ่านเกาหลีใต้ในรอบก่อนรองชนะเลิศ สยบญี่ปุ่นในรอบรองชนะเลิศ ก่อนเดินเข้าสู่เกมสุดท้ายกับเจ้าภาพจีน เกมที่มีทั้งตำแหน่งแชมป์เอเชียและตั๋ว LA 2028 วางอยู่ตรงหน้า
ทีมสาวไทยเปิดฉากเก็บเซตแรกได้ก่อน 25-20 ก่อนโดนจีนสวนกลับเบียดชนะสองเซตรวด ทำให้ไทยตามหลัง 1-2 เซต แต่นักกีฬาไทยไม่ยอมแพ้ กลับมาตีเสมอ 2-2 ก่อนปิดบัญชีในเซตตัดสินได้สำเร็จ 15-10 คะแนน สรุปผลการแข่งขัน ไทยเอาชนะจีนไป 3-2 เซต ด้วยสกอร์ 25-20, 11-25, 23-25, 25-18 และ 15-10 ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยคว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 พร้อมตั๋วโอลิมปิกใบแรกในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ

ข้างสนามในค่ำคืนนั้น ชายวัย 60 ปีที่รู้ดีว่าตั๋วใบนี้มีความหมายมากเพียงใด ไม่ต้องนั่งรอผลการแข่งขันของทีมอื่นเหมือนปี 2012 ไม่ต้องเดินออกจากสนามพร้อมคำถามและความเจ็บปวดเหมือนปี 2016 อีกต่อไป เพราะนักกีฬารุ่นใหม่ที่เขาเคยขอโอกาสและขอเวลาให้เติบโต ได้พาวอลเลย์บอลหญิงไทยไปโอลิมปิกแล้วด้วยฝีมือของพวกเธอเอง

คุณค่าของตั๋วใบนี้

แน่นอนว่าตั๋วใบนี้ไม่ได้เป็นผลงานของโค้ชอ๊อตเพียงคนเดียว มันมีชื่อของนักกีฬา ทีมงาน สมาคมฯ รวมถึงโค้ชทุกยุคที่ช่วยกันสร้างวอลเลย์บอลหญิงไทยขึ้นมาตลอดหลายสิบปี แต่สำหรับคนที่เข้าใจทั้งความสุขและความหมายของความสำเร็จครั้งนี้ได้ลึกซึ้งที่สุด คงหนีไม่พ้นชายที่เคยยืนอยู่ทั้งในวันที่เข้าใกล้ วันที่ต้องผิดหวัง และวันนี้ที่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ
เพราะความผิดหวังในปี 2012, 2016 และ 2020 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในประวัติศาสตร์กีฬา แต่คือบทเรียนที่ถูกสะสมไว้ทีละน้อย เป็นน้ำตาที่หล่อเลี้ยงความมุ่งมั่นของนักกีฬารุ่นแล้วรุ่นเล่า และเป็นเหตุผลว่าทำไมตั๋วใบเดียวสู่ลอสแอนเจลิส 2028 จึงมีน้ำหนักมากกว่าตั๋วเดินทางธรรมดา มันคือการปิดเรื่องราวที่ถูกเขียนค้างไว้เกือบ 30 ปี และเป็นบทพิสูจน์ว่าความพยายามที่ไม่เคยยอมแพ้ ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดกี่ครั้ง สุดท้ายย่อมพาไปถึงเส้นชัยได้เสมอ

ใดๆdigest ขอแสดงความคารวะและความขอบคุณต่อความเสียสละ มุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยทุกชุด รวมถึงสตาฟโค้ช ทีมงานผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่สร้างความสุขและแรงบันดาลใจที่สำคัญให้กับพวกเราคนไทยทุกคน

ความภูมิใจหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ

นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยชุดสร้างประวัติศาสตร์คว้าตั๋วสู่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่ นครลอสแองเจลลิส

พรพรรณ เกิดปราชญ์ Setter — กัปตันทีม
ณัฏฐณิชา ใจแสน Setter
พิมพิชยา ก๊กรัมย์ Opposite
อัจฉราพร คงยศ Opposite
ทัดดาว นึกแจ้ง Middle Blocker
วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์ Middle Blocker
กัญญารัตน์ ขุนเมือง Middle Blocker
แก้วกัลยา กมุลทะลา Middle Blocker
ชัชชุอร โมกศรี Outside Hitter
ศศิภาพร จันทวิสูตร Outside Hitter
วริศรา สีทาเลิศ Outside Hitter
จิดาภา นาหัวหนอง Outside Hitter
ปิยะนุช แป้นน้อย Libero
กัลยรัตน์ คำวงษ์ Libero

เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร (โค้ชอ๊อด) Head Coach
Feng Kun (เฟิง คุน) Assistant Coach
ธีรศักดิ์ นาคประสงค์ Assistant Coach
อรอุมา สิทธิรักษ์ Assistant Coach
Shin Yoshida (ชิน โยชิดะ) Assistant Coach

อัมรินทร์ บุญคง ผู้จัดการทีม
พ.ต.นพ. อนุวัฒน์ วัลลภาพันธุ์ แพทย์ประจำทีม
ดร.สืบสาย บุญวีรบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการกีฬา
ดร.นาทรพี ผลใหญ่ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
เอกลักษณ์ ปิติสา นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
สุฑามาศ สุทธิวิริยะกุล นักกายภาพบำบัด
พรรณิภา ฉิมฉาค นักกายภาพบำบัด

นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยยุค 7 เซียน

ปลื้มจิตร์ ถินขาว ตำแหน่งบอลเร็ว
นุศรา ต้อมคำ ตำแหน่งมือเซต
วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ตำแหน่งหัวเสาและกัปตันทีม
อรอุมา สิทธิรักษ์ ตำแหน่งตัวหัวเสา
มลิกา กันทอง ตำแหน่งบีหลัง
อำพร หญ้าผา ตำแหน่งบอลเร็ว
วรรณา บัวแก้ว ตำแหน่งลิเบอโร่

ใดๆdigest ขอบันทึกไว้ด้วยความขอบคุณและภาคภูมิใจครับ

‘วราวุธ’ ชง ครม.ต่ออายุ!! ครม.ไฟเขียว ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานต่อ 5 ปี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้รัฐยอมลดรายได้ 13.28 ล้าน แลกพยุงเศรษฐกิจชายแดนใต้ระยะยาว

“วราวุธ" ชงครม. ต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้-4 อำเภอสงขลา ต่อเนื่องอีก 5 ปี มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 20 มิ.ย. 69

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1 / 2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ว่า ในการประชุม ครม.วันนี้(1 ก.ย.2569) กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ต่อเนื่องอีก 5 ปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป

“การยกเว้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ ครอบคลุมค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหลายประเภท ทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ขยายโรงงาน ใบแทนใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การปรับเพิ่มหรือลดเครื่องจักร การเพิ่มพื้นที่หรืออาคารโรงงาน รวมถึงค่าธรรมเนียมรายปี” นายวราวุธ กล่าว

ทั้งนี้ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนหรือขยายกิจการ รักษาฐานการผลิต และช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ตอกย้ำว่ากระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญในการดูแลผู้ประกอบการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นายวราวุธ กล่าวว่า จากมาตรการนี้มีโรงงานที่อยู่ในข่ายได้รับประโยชน์ จำนวน 683 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 มี 119 โรงงาน สะท้อนผลสำเร็จที่สามารถจูงใจให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น แบ่งเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 (โรงงานที่ต้องขออนุญาตก่อนการประกอบกิจการ) จำนวน 666 โรงงาน และโรงงานจำพวกที่ 2 (แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนดำเนินกิจการ) จำนวน 17 โรงงาน มีการจ้างงานประมาณ 15,000 คน

ทั้งนี้ ในแง่ของรายได้ภาครัฐ แม้จะทำให้รัฐจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้น้อยลง หรือคาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 13.28 ล้านบาท แต่กระทรวงอุตสาหกรรมมองว่าเป็นการนำรายได้ส่วนหนึ่งของรัฐไปช่วยลดภาระของผู้ประกอบการโดยตรง แลกกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กว้างกว่า ทั้งการรักษาธุรกิจเดิม การจ้างงาน และการดึงดูดการลงทุนใหม่

“จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเงื่อนไขและข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป ดังนั้น นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่า การลงทุนในพื้นที่ยังเดินหน้าต่อได้ และภาครัฐพร้อมอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการและลงทุนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง” นายวราวุธ กล่าว

‘โมดี’ พบ ‘ปูติน’ ที่คีร์กีซสถาน!! อินเดีย - รัสเซีย กระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ค้าขาย–ท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง ปูตินขอบคุณโมดีใส่ใจสัมพันธ์สองประเทศ อินเดียย้ำหนุนทุกความพยายามสันติภาพในยูเครน

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย พบกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ที่กรุงบิชเคก ระหว่างการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO ตามรายงานของผู้สื่อข่าว Sputnik เมื่อวันจันทร์

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอินเดียกำลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนสำคัญมาจากความใส่ใจอย่างมากของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ปูตินกล่าวต้อนรับโมดีระหว่างการหารือที่กรุงบิชเคก เมืองหลวงของคีร์กีซสถานว่า

“การพบกันของเราเกิดขึ้นในช่วงก่อนการประชุมสุดยอด SCO ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อกระชับสถานการณ์และการติดต่อระหว่างประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม Global South และตะวันออก สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพัฒนาทางวัฒนธรรมของภูมิภาค และมีส่วนช่วยต่อการก่อรูปของระเบียบโลกที่เป็นธรรมและมีหลายขั้วอำนาจ”

ผู้นำรัสเซียกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอินเดียยังคงเดินหน้าแข็งแกร่งขึ้น บนหลักการของ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มีสิทธิพิเศษเป็นพิเศษ” หรือความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระดับสูงระหว่างสองประเทศ

ปูตินกล่าวกับโมดีว่า

“สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากความใส่ใจส่วนตัวของท่านต่อการพัฒนาความสัมพันธ์รัสเซีย–อินเดีย รวมถึงความสัมพันธ์ด้านธุรกิจ และยิ่งไปกว่านั้น คือความสัมพันธ์ส่วนตัวที่อบอุ่นและเป็นมิตรอย่างมากซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเรา ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง”

ถ้อยแถลงสำคัญอื่น ๆ ของปูติน

ปูตินระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับอินเดียเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ขณะที่ความร่วมมือระหว่างสองประเทศยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยวระหว่างรัสเซียกับอินเดียในปี 2025 เพิ่มขึ้น 16% สะท้อนการเดินทางและความสัมพันธ์ระดับประชาชนที่ขยายตัวมากขึ้น

ถ้อยแถลงสำคัญของโมดี

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี กล่าวว่า อินเดียสนับสนุนความพยายามทุกด้านที่มุ่งไปสู่สันติภาพและการหาทางออกต่อสถานการณ์ยูเครน และอินเดียจะยังคงสนับสนุนแนวทางดังกล่าวต่อไป

โมดีกล่าวระหว่างการพบหารือกับประธานาธิบดีปูตินว่า

“เราได้หารือกันอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยูเครน ครั้งล่าสุดที่เราได้พบกัน ท่านได้แบ่งปันข้อมูลอย่างละเอียดแก่ผม และได้หารือในทุกแง่มุมของสถานการณ์ปัจจุบัน”

โมดีย้ำว่า อินเดียสนับสนุนความพยายามเพื่อสันติภาพทั้งหมดในประเด็นยูเครน และจะยังคงสนับสนุนต่อไป

นอกจากนี้ โมดียังแสดงความมั่นใจว่า การเดินทางเยือนอินเดียของปูตินเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด BRICS ที่กรุงนิวเดลี จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอินเดียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โมดียังมีแผนหารือกับปูตินเกี่ยวกับประเด็นการหาทางออกต่อสถานการณ์ยูเครนด้วย

เขาแสดงความเชื่อมั่นอีกครั้งว่า การเยือนอินเดียของปูตินในการประชุมสุดยอด BRICS ที่กรุงนิวเดลี จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ

คณะผู้แทนรัสเซีย

ปูตินเดินทางไปยังคีร์กีซสถานเมื่อวันจันทร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO ที่กรุงบิชเคก

คณะผู้แทนรัสเซียที่เข้าร่วมการหารือประกอบด้วยบุคคลสำคัญหลายราย ได้แก่

เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, อเล็กเซย์ โอเวอร์ชุก รองนายกรัฐมนตรี, แม็กซิม โอเรชกิน รองหัวหน้าสำนักงานบริหารประธานาธิบดี, ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน, ยูรี อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดี, แม็กซิม เรเชตนีคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ, เซอร์เกย์ ซิวิลยอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, คิริลล์ ดมิทรีเยฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกองทุนการลงทุนโดยตรงแห่งรัสเซีย หรือ RDIF และอเล็กเซย์ ลิคาเชฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Rosatom

โดยสรุป การพบกันของปูตินและโมดีนอกรอบการประชุม SCO ครั้งนี้ สะท้อนว่ารัสเซียและอินเดียยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกัน ทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยว ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการหารือเรื่องยูเครน ท่ามกลางการผลักดันแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ

ที่มา : Sputnik

จาก “พระเดือน” สู่ “เณรบอส” “ขจร แสงหิรัญ” กับเส้นทางทำสื่อกว่า 10 ปี เล่าเรื่องธรรมะผ่านสัจธรรมของชีวิตใน “ขจรนอนวัด” จนคว้า “รางวัลชนะเลิศ” ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จากเวที THAILAND MORAL AWARDS 2025

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวาระครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม ภายใต้แนวคิด “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เพื่อยกย่องบุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อที่เป็นต้นแบบด้านคุณธรรม และสามารถส่งต่อเรื่องราวของความดีให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง

ในปีนี้มีผู้ได้รับการยกย่องรวม 109 รางวัล แบ่งเป็นประเภทสื่อ 57 รางวัล ประเภทบุคคล 25 รางวัล และประเภทชุมชนและองค์กร 27 รางวัล โดยพิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาท พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม และผู้แทนภาคีต่าง ๆ เข้าร่วมงาน

หนึ่งในผลงานที่ได้รับการยกย่องบนเวทีครั้งนี้ คือ “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” ผลงานจากช่อง “ขจรนอนวัด” ของ ขจร แสงหิรัญ ซึ่งได้รับ รางวัลชนะเลิศ ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสร้างผลงานเพียงชิ้นเดียว หากมีเส้นทางการทำงานที่ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 10 ปี

>> จากสารคดี “พระเดือน” สู่เส้นทางของ “ขจรนอนวัด”

หากย้อนกลับไปดูร่องรอยการทำงานของ ขจร แสงหิรัญ จะพบว่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและงานสารคดีไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่อง “ขจรนอนวัด” เป็นที่รู้จัก

ฐานข้อมูลห้องสมุดมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตมีบันทึกผลงานเมื่อปี พ.ศ. 2558 ชื่อภาพยนตร์สารคดี “พระเดือน” โดยระบุชื่อผู้สร้างคือ “ขจร แสงหิรัญ” สอดคล้องกับข้อมูลบนช่อง YouTube “ขจรนอนวัด Official Thailand” ซึ่งระบุเส้นทางการสร้างสารคดีมาตั้งแต่ปี 2015

ช่องขจรนอนวัดระบุเป้าหมายของการทำงานไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องการสร้างสรรค์สื่อคุณภาพสู่สังคม ผ่านรูปแบบทั้งสารคดี ประวัติศาสตร์ และภาพยนตร์ ขณะที่ขจรเองทำงานในหลายกระบวนการ ตั้งแต่ Producer, Director การเขียนบทสารคดี การถ่ายทำ การตัดต่อ ไปจนถึงการจัดการด้านเสียงบรรยาย

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา จึงเห็นได้ว่าเรื่องราวของวัด พระสงฆ์ สามเณร ประวัติศาสตร์ และการปฏิบัติธรรม ไม่ได้เป็นเพียงหัวข้อหนึ่งของการผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นแนวทางการทำงานที่เขาทำมาอย่างต่อเนื่อง

>> เล่าเรื่อง “วัด” ผ่านเรื่องของ “คน”

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผลงานของ “ขจรนอนวัด” มีรูปแบบแตกต่างจากการนำเสนอเรื่องวัดโดยทั่วไป คือการไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแนะนำสถานที่หรือบอกว่าแต่ละวัดมีสิ่งใดน่าสนใจ แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของผู้คน ศรัทธา ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตที่อยู่ภายในสถานที่เหล่านั้น

เมื่อพิจารณารายชื่อผลงานของขจรนอนวัด จะพบเนื้อหาหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องของพระปฏิบัติ วัดในพื้นที่ต่าง ๆ ประวัติศาสตร์ ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น สารคดีวัดเวฬุวัน ซึ่งมียอดรับชมมากกว่า 125,000 ครั้ง รวมถึงสารคดีเกี่ยวกับหลวงตาศิริ อินฺทสิริ วัดถ้ำพวง วัดเขาถ้ำเทพพิทักษ์ และเรื่องราวของพระสงฆ์หรือบุคคลที่ดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความเชื่อและการปฏิบัติ

แนวทางดังกล่าวทำให้ “ธรรมะ” ไม่ได้ถูกนำเสนอในรูปแบบคำสอนเชิงนามธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ถูกถ่ายทอดผ่านเทคนิคของ Documentary Storytelling และเรื่องราวของชีวิตจริง ทำให้ประเด็นที่บางคนอาจมองว่าอยู่ไกลตัว สามารถเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้ชมได้มากขึ้น

ผลงาน “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวทางนี้

การเลือกติดตามชีวิตของสามเณรตลอดช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ทำให้พระพุทธศาสนาถูกถ่ายทอดผ่านกิจวัตร ความสัมพันธ์ การฝึกตน และรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตจริง แทนการนำเสนอผ่านคำสอนเพียงอย่างเดียว

ในโลกดิจิทัลที่ผู้ผลิตสื่อจำนวนมากแข่งขันกันเพื่อดึงความสนใจของผู้ชมภายในเวลาอันรวดเร็ว ขจรกลับเลือกใช้รูปแบบ “สารคดี” ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลา สมาธิ และความต่อเนื่องในการรับชม พร้อมเลือกเล่าเรื่องวัด พระ สามเณร ธรรมะ และคุณค่าของชีวิต ซึ่งอาจไม่ใช่เนื้อหาที่ถูกมองว่าเป็นกระแสหลักบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

แต่แนวทางที่แตกต่างนี้เอง ได้นำผลงานของเขาไปสู่ รางวัลชนะเลิศ ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จากเวที THAILAND MORAL AWARDS 2025

>> เมื่อแนวทางที่เลือกเดิน ได้รับการยอมรับบนเวทีระดับประเทศ

THAILAND MORAL AWARDS เป็นรางวัลระดับประเทศที่ดำเนินการโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ภายใต้แนวคิด “คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม”

สำหรับ THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ ครอบคลุมทั้งหมด 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล โดยผลงานที่ได้รับการพิจารณาต้องมีแนวคิด เนื้อหา และรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจ และมีผลเป็นที่ประจักษ์ต่อชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ

ด้วยเหตุนี้ การได้รับรางวัลชนะเลิศของ “24 ชั่วโมง ตามติดชีวิตเณรบอส | แด่...หลวงปู่บุญโสม” จึงไม่ได้สะท้อนเพียงคุณภาพด้านการผลิตสื่อ แต่ยังสะท้อนถึงการที่ผลงานสามารถถ่ายทอดคุณค่าและส่งต่อเรื่องราวไปยังผู้ชมได้

จากสารคดี “พระเดือน” ในปี พ.ศ. 2558 มาจนถึงผลงานที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ระยะเวลามากกว่า 10 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานอย่างต่อเนื่องในแนวทางที่ขจร แสงหิรัญ เลือกเดินมาตั้งแต่ต้น

>> จากเรื่องธรรมะ สู่คุณค่าที่ส่งต่อสังคม

ความสำเร็จของ “ขจรนอนวัด” จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับผลงานสารคดีเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า สื่อที่เลือกเล่าเรื่องอย่างมีจุดยืนและทำงานในแนวทางนั้นอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาได้

จากการเล่าเรื่องพระพุทธศาสนา วัด พระสงฆ์ สามเณร ประวัติศาสตร์ และการปฏิบัติธรรม ขจร แสงหิรัญ ใช้รูปแบบสารคดีพาผู้ชมเข้าไปมองเห็นชีวิต ความสัมพันธ์ ศรัทธา และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในเรื่องราวเหล่านั้น

รางวัลชนะเลิศ THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ สาขาสื่อดิจิทัล จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงผลของการทำงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนว่าสื่อดิจิทัลไม่ได้มีพื้นที่เฉพาะสำหรับเรื่องที่รวดเร็วหรือเป็นกระแสเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่สำหรับเรื่องราวที่สามารถส่งต่อคุณค่าและสร้างความหมายให้กับสังคมได้เช่นกัน

และสำหรับ ขจร แสงหิรัญ พื้นที่นั้นมีชื่อว่า “ขจรนอนวัด”

แหล่งอ้างอิง
1. ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) — ข่าวพิธีมอบ THAILAND MORAL AWARDS 2025 
2. ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) — ข้อมูลการคัดเลือกและแนวคิด THAILAND MORAL AWARDS 
3. ช่อง YouTube: ขจรนอนวัด Official Thailand
4. ฐานข้อมูลห้องสมุดมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต — รายการผลงานนิเทศศาสตร์ พ.ศ. 2558 
5. Facebook: Moral Center / ศูนย์คุณธรรม 
จัดทำจากข้อมูลที่สืบค้นและเรียบเรียง ณ 31 สิงหาคม 2569

ปิดฉากตำนานฟ้าขาว ‘ลิโอเนล เมสซี’!! ประกาศเลิกเล่นทีมชาติอาร์เจนตินาอย่างเป็นทางการ หลังรับใช้ชาติตั้งแต่ปี 2005 พร้อมฝากแชมป์โลก 2022 เป็นมรดก ทำสถิติลงเล่น 207 นัด ยิง 125 ประตู รับเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด

ลิโอเนล เมสซี แข้งซูเปอร์สตาร์ประกาศเลิกเล่นทีมชาติอาร์เจนตินาอย่างเป็นทางการพร้อมรับเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด

โดย เมสซี ลงสนามให้กับอาร์เจนตินาชุดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2005 อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ในปี 2016 เจ้าตัวเคยรีไทร์จากการเล่นให้ทัพ “ฟ้าขาว” มาแล้วก่อนจะคัมแบ๊กอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2018

และดาวเตะจาก อินเตอร์ ไมอามี รายนี้ก็มีส่วนสำคัญช่วยให้ อาร์เจนตินา คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022

อย่างไรก็ตามหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่ทัพ “ฟ้าขาว” ได้รองแชมป์มีกระแสข่าวว่า เมสซี จะอำลาทีมชาติอาร์เจนตินา

ล่าสุดแข้งวัย 39 ปีรายนี้ยืนยันเรื่องดังกล่าวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “หลังจากเวลาผ่านไปนานนับตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศ และหลังจากคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ผมอยากจะบอกทุกคนว่า ผมขอประกาศเลิกเล่นทีมชาติ มันเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด และยังคงเจ็บปวดอยู่ลึกๆ ข้างใน แต่ผมเข้าใจว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสม”

“ผมขอสาบานว่าผมทุ่มเททุกอย่างเสมอ ไม่ใช่แค่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่เราคว้าแชมป์ทุกอย่าง แต่ก่อนหน้านั้นด้วย ผมต่อสู้และทุ่มเททุกอย่างเพื่อเสื้อตัวนี้ เพื่อนำความสุขมาให้พวกคุณ และทำให้พวกคุณรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นชาวอาร์เจนตินาผ่านฟุตบอล”

“เหลือเวลาไม่มากแล้ว และบทต่างๆ ก็กำลังจะจบลง นี่เป็นบทที่เจ็บปวดที่สุดบทหนึ่ง ผมรัก ผมรัก และผมจะรักการเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติเสมอ ผมทุ่มเททุกอย่างที่มี และผมไม่มีอะไรจะให้ได้อีกแล้ว”

“นอกจากนี้ ยังมีนักเตะดาวรุ่งฝีมือดีมากมายที่กำลังก้าวขึ้นมาและสมควรที่จะได้อยู่ที่นี่”

ทั้งนี้ เมสซี ลงสนามให้ อาร์เจนตินา ทั้งหมด 207 นัดทุกรายการทำได้ 125 ประตูหับ 68 แอสซิสต์ซึ่งนอกจากแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 แล้วเจ้าตัวยังเคยพาทัพ “ฟ้าขาว” คว้าแชมป์โคปา อเมริกา 2 สมัยในปี 2021, 2024 และฟินาลิสซิมา 1 สมัยในปี 2022 เป็นต้น

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10381778

Veeam ชูศักยภาพ AI คุมข้อมูล!! เปิดตัว agentic AI ช่วยธุรกิจไทย รับมือกฎ PDPA และ AI governance ลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพงานความเป็นส่วนตัว ขยายขีดความสามารถควบคุม AI ด้วย DataAI

กรุงเทพฯ ประเทศไทย — Veeam Software ซึ่งเป็น The Data and AI Trust Company นำเสนอ agentic AI ศักยภาพสูงบน Veeam DataAI™ Command Platform โดยออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรนำมาตรการดูแลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและ AI governance ไปปฏิบัติได้จริงในสภาพแวดล้อมข้อมูลและ AI ที่ซับซ้อน

องค์กรธุรกิจในประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยกำหนดหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในระบบ AI รวมถึงข้อพิจารณาด้านการขอความยินยอมและการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน ทั้งนี้ ร่างแนวปฏิบัติของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการพัฒนาและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และร่างพระราชบัญญัติ AI ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 มีข้อเสนอเกี่ยวกับข้อกำหนดเพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย โทษปรับทางปกครองสะสมภายใต้ PDPA มีมูลค่าเกินกว่า 21.5 ล้านบาท จาก 6 กรณี และ 9 คำสั่ง รวมถึงค่าปรับ 8 รายการ มูลค่ารวม 14.5 ล้านบาท ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ PDPA ยังกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งต่อสำนักงาน PDPC ในทันที หรือภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่ทราบถึงเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่การละเมิดนั้นไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล อย่างไรก็ตาม โปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการความเป็นส่วนตัวจำนวนมากยังต้องอาศัยการประเมินด้วยตนเอง สเปรดชีต และกระบวนการทำงานที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เจษฎา ภาสวรวิทย์ ผู้อำนวยการอาวุโสประจำประเทศไทยของ Veeam กล่าวว่า “สำหรับองค์กรธุรกิจไทย เรื่องนี้ไม่ใช่การถกเถียงในเชิงทฤษฎีอีกต่อไป เพราะ PDPC ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใน AI ขณะที่ ETDA ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ AI ว่าทุกธุรกิจต้องแสดงให้เห็นได้ว่า AI ขององค์กรใช้ข้อมูลอย่างไร รวมทั้งตอบสนองนโยบายการกำกับดูแลอย่างไร ขณะที่ธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล(regulated sectors)ต่างขยายขอบเขตการใช้งาน AI ดังนั้น ความสามารถในการแสดงหลักฐานของการกำกับดูแล ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตั้งแต่แรก ไม่ใช่สิ่งที่นำมาเพิ่มภายหลัง”

นอกจากนี้ องค์กรธุรกิจในประเทศไทยวางใจเลือกใช้ Veeam ในด้าน Data Resilience มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) สามารถลดระยะเวลาการกู้คืนและการค้นหาข้อมูลจากหนึ่งชั่วโมงเหลือเพียงห้านาที ขณะที่ KBTG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทย ประหยัดเวลาการทำงานด้านธุรการได้ราว 900 ชั่วโมงต่อเดือน พร้อมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย; และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไอทีได้ถึง 99% ความเชี่ยวชาญด้านการกู้คืนข้อมูลที่สั่งสมมานี้ จึงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการขยายขีดความสามารถด้านการกำกับดูแลในยุค Agentic AI
เมื่อผู้ใช้งานเลือกตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เช่น การปฏิเสธเทคโนโลยีการติดตาม หรือจำกัดวิธีการที่ข้อมูลของตนจะถูกป้อนให้กับโมเดลของ AI ความต้องการเหล่านั้นต้องได้รับการตอบสนองจากทุกระบบที่ข้อมูลเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะระบบที่ผู้ใช้กดเลือกเท่านั้น โดย Consent Agent ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยระบุช่องว่างที่เกี่ยวข้องกับการขอความยินยอมและสนับสนุนเวิร์กโฟลว์การแก้ไข ทำให้ทีมงานด้านความเป็นส่วนตัว กฎหมาย และการตลาดมองเห็นการกำกับดูแลการขอความยินยอมทั่วทั้งระบบที่เชื่อมโยงกันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกเหนือจาก Consent Agent แล้ว Veeam ยังได้แนะนำ AI agents เพิ่มอีกสองตัวที่ช่วยแบ่งเบางานปฏิบัติการที่ใช้เวลามากที่สุดออกจากทีมงานด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งรวมถึงการทำแบบฟอร์มออนไลน์สำหรับคำขอด้านความเป็นส่วนตัวและการประเมินการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไปให้เป็นแบบอัตโนมัติด้วย

“ในโลกยุคปัจจุบัน วิธีการคิดในด้านความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแล AI ต้องปรับเปลี่ยนให้ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง นโยบายที่ตายตัวและการรายงานรายไตรมาสถูกออกแบบมาสำหรับโลกที่ข้อมูลเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและ AI ยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ ทว่า โลกใบนั้นได้จบสิ้นลงแล้ว” Michael Dolan รองประธานและ Chief Privacy Officer ของ Best Buy กล่าว

PrivacyOps AI agents บนเฟรมเวิร์กของ DataAI Command Platform
Consent Agent, Data Subject Request Agent และ Assessment Agent พร้อมให้บริการแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของ Veeam DataAI™ Command Platform โดยทำให้เวิร์กโฟลว์ด้านความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแล AI ที่มีความซับซ้อนสามารถดำเนินงานได้แบบอัตโนมัติ ช่วยให้ทีมงานเน้นการตัดสินใจที่ต้องใช้ดุลยพินิจของมนุษย์

Consent Agent: AI agent แบบครบวงจรสำหรับการกำกับดูแลการขอความยินยอมและการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริหารจัดการระบบการขอความยินยอมแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแบนเนอร์และการทดสอบอัตโนมัติ ไปจนถึงการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและการแก้ไขอัตโนมัติ โดยจับสัญญาณการขอความยินยอมของผู้ใช้จากโดเมนของลูกค้า รวมถึงการตั้งค่าคุกกี้ การปฏิเสธข้อเสนอทางการตลาด การเพิกถอนสิทธิ์สำหรับการปรับแต่งด้วย AI และข้อจำกัดการประมวลผลปลายทาง จากนั้นจะช่วยส่งต่อและบังคับใช้สัญญาณเหล่านั้นในระบบที่เชื่อมโยงและได้รับการกำหนดค่าให้รองรับความต้องการดังกล่าว รวมถึงแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ AI pipelines เทคโนโลยีโฆษณา แอปพลิเคชัน SaaS และระบบนิเวศของบุคคลที่สาม ด้วยพลังจากฐานข้อมูลกฎระเบียบของ Veeam เอเจนต์นี้ให้บริการการประเมินความเสี่ยงภายใต้ขอบเขตอำนาจทางกฎหมาย (jurisdiction-aware risk scoring) และแดชบอร์ดแบบรวมศูนย์ โดย Consent Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

Data Subject Request Agent: สร้างและดูแลแบบฟอร์มสำหรับรับคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลที่กำหนดค่าให้เหมาะกับขอบเขตการดำเนินงานและกฎระเบียบขององค์กร ทีมงานสามารถจัดทำแบบฟอร์มได้ภายในไม่กี่นาทีและปรับให้เป็นปัจจุบันตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบจากฝ่ายกฎหมายหรือใช้เวลาของนักพัฒนาทุกครั้งที่กฎหมายมีการเปลี่ยนแปลง Veeam ประมาณการว่า Data Subject Request Agent สามารถลดเวลาในการจัดทำแบบฟอร์มคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล (DSR) ได้ราว 50% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและการนำไปใช้งานขององค์กร โดย Data Subject Request Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

Assessment Agent: วิเคราะห์หลักฐานสนับสนุนเพื่อจัดทำคำตอบสำหรับแบบประเมินที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละองค์กร ครอบคลุมการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) การประเมินความสอดคล้องตาม EU AI Act และแบบสอบถามความเสี่ยงของผู้ขาย โดย Assessment Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

สร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานด้านความเป็นส่วนตัว การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการกำกับดูแล AI

ความสามารถต่าง ๆ ที่กล่าวถึงนี้มีอยู่ใน Veeam DataAI™ Command Platform ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรสำหรับความน่าเชื่อถือของข้อมูลและ AI โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ผสานรวม DataAI Security, DataAI Governance, DataAI Compliance, DataAI Privacy และ DataAI Resilience เข้าด้วยกัน และขับเคลื่อนด้วย DataAI Command Graph ซึ่งเป็นชั้นข้อมูลอัจฉริยะของ Veeam ที่มีส่วนเชื่อมต่อหลายร้อยรายการ ครอบคลุมสภาพแวดล้อมบนคลาวด์ SaaS และภายในองค์กร

DataAI Privacy ขับเคลื่อนด้วย People Data Graph ซึ่งเป็นกราฟข้อมูลอัจฉริยะด้านอัตลักษณ์ (identity intelligence graph) ที่ออกแบบมาเพื่อรวมข้อมูลส่วนบุคคลทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างเข้าด้วยกันในสภาพแวดล้อมไฮบริดมัลติคลาวด์ สิ่งนี้สนับสนุนการบังคับใช้นโยบายแบบเรียลไทม์ตามเขตอำนาจกฎหมาย และสร้างหลักฐานที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบ (audit-ready evidence) ว่ามีการนำเจตนารมณ์และนโยบายไปปรับใช้อย่างไร AI agents ของ Veeam ทำงานบนบริบทที่อัปเดตอย่างต่อเนื่องแทนที่จะเป็นภาพรวม ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง จึงช่วยให้การกำกับดูแลก้าวทันกับ AI
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AI agents เหล่านี้ได้ที่บล็อกของ Veeam ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ www.veeam.com

ดราม่าหลังไทยโค่นจีนไม่เป็นผล!! สื่อจีนปั่นดราม่าโค้ชอ๊อด “ดีใจเกินงาม” ชาวเน็ตจีนสวนกลับขี้แพ้ชวนตี ชี้ควรโฟกัสผลงานในสนาม ชาวเน็ตจีนย้ำไทยชนะสมควรได้ฉลอง

‘สูตรสำเร็จปั่นดราม่า’ จุดไม่ติด สื่อจีนแซะโค้ชลูกยางไทย 'ดีใจจนเกินงาม' เจอชาวเน็ตจีนสวนยับ ‘อย่าทำนิสัยขี้แพ้ชวนตี’

หลังจบศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย ณ นครเทียนจิน ซึ่งทีมนักตบสาวไทยสร้างมหากาพย์พลิกแซงเอาชนะเจ้าภาพทีมชาติจีนไปได้อย่างดุเดือด 3-2 เซต คว้าแชมป์พร้อมคว้าตั๋วตรงสู่โอลิมปิกเกมส์ ลอสแอนเจลิส 2028 ไปครองได้สำเร็จ

ท่ามกลางความดีใจของแฟนกีฬาชาวไทย สื่อโซเชียลจีนอย่าง "เถียนเสี่ยวเม่ยคุยเรื่องกีฬา" (甜小妹说球) กลับออกมาโพสต์บทความเชิงตำหนิการแสดงออกของ “#โค้ชอ๊อด เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร” หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย จนกลายเป็นประเด็น

สื่อดังกล่าวระบุว่า การที่โค้ชเกียรติพงษ์ปล่อยโฮและกระโดดโลดเต้นฉลองชัยชนะอย่างสุดเหวี่ยงในสนามของจีน เป็นพฤติกรรมที่ "ไม่ให้เกียรติเจ้าภาพ" พร้อมยกเหตุผลว่า ฝั่งตรงข้ามคือนักกีฬาดาวรุ่งจีนที่กำลังใจสลายหลังกรำศึกหนักถึง 5 เซต ยิ่งไปกว่านั้น สื่อรายนี้ยังพยายามดึงประเด็นส่วนตัวมาผูกโยง โดยอ้างว่าในฐานะที่เขาเป็นสามีของ "เฝิงคุน" มือเซตระดับตำนานของจีน และได้รับความเอ็นดูจากวงการวอลเลย์บอลจีนมาโดยตลอด เขาควรจะรักษาน้ำใจของฝั่งจีนให้มากกว่านี้

#ชาวเน็ตจีนไม่เอาด้วยแถมรุมจวกเละ

ทว่าความพยายามในการปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างความคับแค้นใจกลับ "กลับตาลปัตร" อย่างสิ้นเชิง เมื่อแฟนวอลเลย์บอลและชาวเน็ตจีนส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะคล้อยตาม คอมเมนต์ยอดนิยมใต้บทความกลายเป็นการรวมพลังสั่งสอนผู้เขียนอย่างดุเดือด โดยมองว่านี่คือทัศนคติของคน "ขี้แพ้ชวนตี" ที่ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย

ความคิดเห็นจากชาวเน็ตจีนที่ได้รับยอดกดไลก์เยอะ สะท้อนมุมมองที่ตรงไปตรงมา เช่น

-"แพ้ก็คือแพ้ คนอื่นเขาฉลองแล้วจะไปอิจฉาตาร้อนทำไม"
-"คนเขียนนี่เพี้ยนเหรอ? คนอื่นเขาได้แชมป์ จะให้เขาแอบดีใจเงียบๆ เพราะกลัวเจ้าบ้านที่ไม่เอาถ่านจะอารมณ์เสียหรือไง"
-"ผู้ชนะคือผู้กล้า คนเขาชนะแล้วจะไม่ให้เขาดีใจได้ยังไง หรือจะให้เขาร้องไห้ตามคนแพ้?"
-"แม่ทัพที่พ่ายศึก จะมาเรียกร้องศักดิ์ศรีอะไร ตัวเองได้เปรียบทั้งเสียงเชียร์ในบ้านแต่เล่นห่วยเอง ไม่ยอมมองหาข้อบกพร่อง แต่กลับมาเขียนโจมตีคนอื่น ใจแคบเกิ๊น"

#ชาตินิยมยุคใหม่ที่ใช้เหตุผล

ปรากฏการณ์ทัวร์ลงสื่อชาติตัวเองในครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า สังคมและแฟนกีฬารุ่นใหม่ของจีนมีวุฒิภาวะสูงขึ้นอย่างมาก พวกเขามองการแข่งขันกีฬาด้วยหลักความเป็นมืออาชีพ เข้าใจดีว่าความสุขและการหลั่งน้ำตาหลังชัยชนะของโค้ชไทยคืออารมณ์ร่วมที่บริสุทธิ์ของมนุษย์

กระแสชาตินิยมแบบมืดบอดที่มักถูกสื่ออิสระ (Self-Media) จีนนำมาใช้เป็น "สูตรสำเร็จล่ายอดวิว" นั้นเริ่มใช้ไม่ได้ผลในยุคปัจจุบัน เพราะแฟนกีฬาจีนเลือกที่จะเคารพความพยายามของผู้ชนะ พร้อมทั้งมองความพ่ายแพ้ของทีมชาติตนเองอย่างมีเหตุผล มากกว่าการหลบอยู่หลังข้ออ้างเรื่องมารยาทที่ไร้น้ำหนัก

ที่มา : https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1435783608415443/?rdid=oOKtvbMODdTdUyDO#

คีร์กีซสถานต้อนรับ “สีจิ้นผิง” อบอุ่น ชูสัมพันธ์จีน–คีร์กีซ ดุจครอบครัว มุ่งสร้างประชาคมอนาคตร่วมกัน เดินหน้าขยายบทบาทจีนในเอเชียกลาง สู่ความร่วมมือยุทธศาสตร์รอบด้าน

ปธน.คีร์กีซสถานต้อนรับ 'สีจิ้นผิง' สุดอบอุ่น ชูมิตรภาพดุจครอบครัว

เมื่อวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้เดินทางถึงกรุงบิชเคกเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ปี 2026 และเยือนคีร์กีซสถานอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของซาดีร์ แจแปรอฟ ประธานาธิบดีคีร์กีซสถาน โดยแจแปรอฟและไอกุล แจแปรอวา ผู้เป็นภริยา ได้ต้อนรับสีจิ้นผิงและเผิงลี่หยวน ผู้เป็นภริยา ที่ท่าอากาศยานนานาชาติมานัส รวมถึงจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศได้จับมือทักทายกันอย่างแน่นแฟ้น โดยแจแปรอฟกล่าวว่าสีจิ้นผิงเปรียบเสมือนคนในครอบครัว และการเดินทางเยือนคีร์กีซสถานของสีในครั้งนี้ไม่ต่างจากการกลับบ้าน

สีจิ้นผิงระบุในคำปราศรัยเป็นลายลักษณ์อักษรที่เผยแพร่เมื่อเดินทางถึงว่า จีนและคีร์กีซสถานมีความสัมพันธ์ฉันมิตรมาอย่างยาวนาน และตัวเขาจะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแจแปรอฟอย่างลึกซึ้งในด้านความสัมพันธ์จีน-คีร์กีซสถาน ความร่วมมือหลากหลายสาขาระหว่างสองประเทศ ตลอดจนประเด็นระหว่างประเทศและระดับภูมิภาคที่เป็นข้อกังวลของทั้งสองฝ่าย และร่วมกันวางพิมพ์เขียวใหม่สำหรับการสร้างประชาคมจีน-คีร์กีซสถานที่มีอนาคตร่วมกัน

จีนและคีร์กีซสถานเชื่อมโยงกันด้วยขุนเขาและสายน้ำ มีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยทั้งสองประเทศยืนหยัดเคียงข้างกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา สนับสนุนซึ่งกันและกัน และบรรลุผลลัพธ์ความสำเร็จร่วมกัน

สีจิ้นผิงเดินทางเยือนคีร์กีซสถานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ภายหลังการเยือนครั้งแรกในเดือนกันยายน 2013 ซึ่งในครั้งนั้นทั้งสองประเทศได้ประกาศสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีน-คีร์กีซสถานได้ก้าวผ่านเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์จากความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบครอบคลุมรอบด้าน และกลายมาเป็นความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบครอบคลุมรอบด้านสำหรับยุคใหม่ในเวลาต่อมา

เมื่อปี 2025 สีจิ้นผิงพบปะกับแจแปรอฟถึง 3 ครั้ง พร้อมบรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบครอบคลุมรอบด้านสำหรับยุคใหม่ระหว่างจีน-คีร์กีซสถาน และการสร้างประชาคมจีน-คีร์กีซสถานที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน นับเป็นการเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคี

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top